ลายมือ.ipg

แสดงตำแหน่งของดวงดาวบนฝ่ามือ

ตำแหน่งที่1 คือดาวพุธ ,2 คือ ดวงอาทิตย์ ,3 คือ ดาวเสาร์ ,4 คือ ดาวพฤหัสบดี ,5และ6 คือดาวอังคาร ,7 คือ ดวงจันทร์ ,8 คือดาวศุกร์

ขณะ ณ วันเวลาที่เราถือกำเนิดนั้น ตำแหน่งของดาวในกาแลคซี่ของเรา จะตั้งอยู่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการโคจรของดวงดาวแต่ละดวง ดาวแต่ละดวงจะมีอิทธิพลต่อเจ้าของมือ ตามคุณลักษณะเด่นของดวงดาวแต่ละดวง

มหัศจรรย์บนฝ่ามือ
เมื่อมนุษย์ถือกำเนิด คือนับตั้งแต่ถูกกำหนดให้จุตติในท้องมารดา อิทธิพลจากดวงดาวต่างๆจะถ่ายทอดลักษณะทางกายภาพ บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ โดยมีรูปแบบของการดำเนินชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยังไม่คลอด ให้บุคคลนั้นๆต้องดำเนินชิวิตตาม ข้อกำหนดทั้งหลายเหล่านั้นขอเรียกว่า “รหัสกรรม”

รหัสกรรมที่ถูกกำหนดมา ส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นบนฝ่ามือซ้าย มือที่ถูกควบคุมด้วยจิตใต้สำนึก หรือคือมือที่ไม่ถนัดของบุคคลนั้นๆเอง

กรรมปรุงแต่ง หมายถึงกรรมปัจจุบัน เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคลนั้น ณ.ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะแสดงอยู่บนฝ่ามือขวา(ในที่นี้หมายถึงมือที่ถนัด คือมือที่ใช้ในการจับ ถือสิ่งของ) ลายมือที่แสดงอาจจะดีกว่าหรือเลวร้ายกว่าระหัสกรรมที่ถูกกำหนดไว้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ ณ.ขณะนั้น เช่น

บุคคลอยู่ในศีลธรรมอันดี ทำสมาธิ เจริญภาวนา มีความเพียรในการสร้างบารมี ลายมือก็จะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
แต่ถ้าเจ้าของมือประพฤกติผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรงเป็นผลให้เจ้ากรรมนาย เวรสบโอกาส ลายมือก็จะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลง

รู้ลายมือสามารถเปลี่ยนอนาคตได้?
ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนอนาคตได้ เปลี่ยนได้จริงหรือไม่ ผู้เขียนไม่ต้องการให้เชื่อในบทความนี้ บทความนี้ เพียงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้เขียนมีความศรัทธา และได้อาศัยความศรัทธาเป็นพลังในการเปลี่ยนอนาคตตนเอง

เริ่มการเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตนเอง
ปัจจัยพื้นฐานสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอนาคตตัวเอง

มีความศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนของพระองค์ และยึดถือพระองค์ว่าเป็นที่พึ่ง
ถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด
มีจิตและสมาธิที่เข้มแข็ง เป็นจิตที่ได้รับการฝึกฝนจนมีความเข้มแข็ง หรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำสมาธิ หรือวิปัสนากรรมฐาน ให้มีความสามารถละวางได้บ้างใน รัก โลภ โกรธ หลง
มีความรู้พื้นฐานในการดูลายมือ เพียงพอที่จะสามารถทราบรูปแบบของชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ให้ทราบถึงเคราะห์ โรคร้ายต่างๆ

ยกตัวอย่าง ในการเปลี่ยนอนาคตอย่างง่ายๆ โดยให้มือขวาเป็นมือที่ถนัด(แสดงกรรมปัจจุบัน) มือซ้ายแสดงรหัสกรรม

กรณีที่ 1 ถ้าเกิดจุดสีดำขึ้นจางๆที่เนินจันทร์(ตำแหน่งที่ 7) บนมือขวา แสดงให้เห็นว่าท่านกำลังจะเป็นโรคลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบ

ให้ป้องกันเบื้องต้นด้วยการไปหาหมอ เพื่อค้นหาสาเหตุและทำการรักษา
หรือให้เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ส่งผลให้เกิดแผลขี้นในลำไส้
หรือไม่ให้เกิดอาการท้องผูกขี้นบ่อยๆ

ถ้าท่านสามารถค้นหาสาเหตุพบ และมีความเข้มแข็งในการดูแลเอาใจใส่ตนเองแล้ว จุดสีดำนั้นก็จะค่อยๆหายไป เป็นต้น

กรณีที่ 2 ถ้าเกิดจุดสีดำเข้มบนเนินจันทร์(ตำแหน่งที่ 7)บนมือซ้าย ในขณะที่มือขวา(มือที่ถนัด)ไม่มี แสดงว่าระหัสกรรมไม่แสดงผล อาจเนื่องด้วยท่านได้สร้างกรรมดีในปัจจุบัน เป็นเหตุให้คู่กรรมคู่เวร(กรรมเก่า)ตามไม่ทัน ก็พยายามสร้างบุญกุศล อุทิศให้คู่กรรมคู่เวรให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาด

ขอขอบพระคุณที่มา โดย พระสุเมโธ ฐิติ

6

นักสร้างบารมีส่วนใหญ่ เมื่อได้เข้าสู้เส้นทางธรรม แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน บางคนมุ่งหวังในนิพพาน บางคนต้องการความร่ำรวยทั้งในชาตินี้และชาติหน้า บางคนต้องการเรื่องฤทธิ์เพื่อนำไปช่วยคนอื่นๆ หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อชื่อเสียง

หัวข้อนี้ได้ เขียนขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อให้นักสร้างบารมี ได้รู้ผลการปฏิบัติธรรมจาก การรักษาศีล การทำสมาธิ และเจริญภาวนา มีเนื้อหาพอสังเขปที่พอจะทำให้เข้าใจ ผลของการปฏิบัติในปัจจุบัน ที่จะส่งผลไปสู่อนาคต เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเอง ให้มุ่งไปสู่เป้าหมายโดยไม่ผิดพลาด เช่น สามารถตรวจสอบตนเองว่า

ตนได้หลงอยู่ในอวิชชาหรือไม่
ตนได้มุ่งไปสู่เส้นทางแห่งมรรคผลหรือไม่
ทานบารมีเป็นอย่างไร
กำลังบารมีที่สร้างในปัจจุบันส่งผลไปสู่ชาติหน้าอย่างไร จะมีความร่ำรวยหรือยากจนหรือไม่
จะเข้าถึงธรรมะได้เมื่อไหร่
มีโอกาสได้วิชชา 3 หรืออภิญญาหรือไม่ และมีกำลังขนาดไหน
และอื่นๆ

ตำแหน่งที่ 4-4 เส้นเริ่มต้นจากเส้นสมอง วิ่งไปแตะที่เส้นอาทิตย์(3-3) การฝึกสมาธิหรือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนสามารถเข้าถึงธรรมะ ถ้าอยู่ในลายมือของท่านชายอาจจะต้องบวช หรือถ้าเป็นผู้หญิงถือศีล 5 ไปตลอดชีวิต หรือบวชเป็นชี หรือภิกษุณีไปตลอดชีวิต
ตำแหน่งที่ 3-3 เส้นตัวรู้ เป็นเส้นแห่งปัญญาที่เกิดจากญาน ตามรูปเส้นนี้เกิดขึ้นเมื่ออายุได้ 33 ปีไปตลอดชั่วชีวิตที่ใต้โคนนิ้วกลางคือประมาณ 90 กว่าปี เมื่อมีเส้นนี้เกิดจะทำให้การเจริญวิปัสสนากรรมฐานเร็วมากขึ้น โดยขึ้นอยู่กับกำลังของฌาน ณ ขณะนั้นด้วย ถ้ากำลังของฌานมาก ความก้าวหน้าอาจจะถึงขั้นได้วิชชา 3 หรืออภิญญาเลยก็ได้
ตำแหน่งที่ 2-2 ถ้าปลายเส้นกลับพุ่งไปที่ตำแหน่งที่ 1 โดยไม่มีเส้นญาณตัวอื่นๆปรากฏ ให้ทายว่าผู้ปฏิบัติ อาศัยตัวรู้อย่างเดียวจนได้วิชาแขนงใดแขนงหนึ่ง ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติทางด้านสุขวิปัสโกจะได้ตัวนี้
ตำแหน่งที่ 5 เส้นเล็กๆ ที่เกิดจากเส้นแขนงที่แยกตัวมาจากเส้นตัวรู้(2-2) เป็นเส้นวิชชา 3 หรืออภิญญา ถ้าจำนวนเส้นน้อยก็เป็นวิชชา 3 ถ้าจำนวนเส้นมากก็เป็นอภิญญา
ตำแหน่งที่เส้น 2-2 ที่อายุประมาณ 63 ปี เส้นวิชชา 3(เส้นฝอยตำแหน่งที่ 5) ได้มาสิ้นสุดที่ตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของมือ ละแล้วซึ่งวิชาต่างๆเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นคือมรรคผลนิพพานนั้นเอง ทั้งนี้ ให้ดูเส้นตำแหน่งที่ 7 ถ้าไม่มีเส้นตำแหน่งที่ 7 (ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนาง) แสดงว่ามีโอกาสเข้าถึงมรรคผลนิพพาน
ตำแหน่งที่ 7 แสดงถึงกำลังบารมีที่ได้สร้างสมไว้ใช้ในชาติหน้า ถ้ายาวมากทรัพย์สมบัติจะมาก
ตำแหน่งที่ 6-6 ผู้ปฏิบัติฝึกสมาธิ ได้เข้าถึงธรรมะ มีใจที่มุ่งไปทางการสร้างทานบารมี
ตำแหน่งที่ 8 เป็นบารมีที่สร้างไว้ในชาตินี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของมือเป็นนักสร้างบารมีอย่างแท้จริงและจะส่งผลในชาตินี้ เลยทีเดียว(เสวยสุข) ส่วนใหญ่จะพบในลายมือของพระ
ตำแหน่งที่ 9-9 แสดงถึงแรงอธิษฐานที่เจ้าของมือจะได้ในสิ่งที่ต้องการตามแรงอธิษฐาน เป็นการเรียกใช้บุญที่ได้สร้างสมมาในชาตินี้ (อธิษฐานบารมี)

7

ขอขอบพระคุณที่มาจาก…พระสุเมโธ ฐิติ

สีแดง
คือสีแห่งความเป็นมงคลของชาวจีน เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุไฟ ความโดดเด่นของสีแดงคือ ความสว่างไสวในยาม มืดมิด คือความอบอุ่นในยามหนาว เป็นไฟที่ลุกโชน คือ ความรุ่งเรืองโชติช่วง พลังอำนาจ ความร้อนแรงของไฟ
สามารถเผาผลาญ ความชั่วร้ายหรือสิ่งที่ไม่ต้องการให้มอดใหม้ไป ดังนั้นสีแดงคือ ตัวแทนในการถ่ายทอด คุณลักษณะ ของไฟ เมื่อใดที่ต้องการ ความเป็นมงคล หรือต้องการเพิ่มพลังอำนาจ ให้กับตนเอง ก็มักเลือกสีแดง มาใช้
ในทางจิตวิทยา สีแดงมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ กระตุ้นให้เกิดความสดใส มีพลังทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ หรืออาจจะหมายถึงการเตือนภัย เมื่อเปรียบเทียบในทาง ฮวงจุ้ย ก็จะพบกับ ความพ้องกันหลายประการ อารมณ์แจ่มใส และจิตใจที่กระตือรือล้น ย่อมส่งผลดีต่อการสร้างสรรค์ใน การทำงาน ความเป็นมงคล จึงน่าจะเริ่มจาก การที่ตนเอง เต็มไปด้วยพลัง ในการทำงานนั่นเอง เมื่อสามารถปฎิบัติหน้าที่การงานได้ สำเร็จลุล่วงแล้ว ความเจริญรุ่งเรือง ก็จะตาม มาอีกประการหนึ่ง ที่น่าสนใจความเชื่อเฉพาะกลุ่ม ชาวจีนมีความผูกพันกับสีแดง ในแง่ดี มาตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้น สีแดง จึงสื่อถึง ความเป็นมงคล และรุ่งเรือง ฮวงจุ้ย ไม่ได้ให้ความสำคัญ กับการเตือนภัยเช่นเดียวกับ จิตวิทยาสี แต่จะเน้นเรื่อง การป้องกันกระแส ชี่ร้าน ที่อาจเข้ามาบั่นทอน ทำลาย มากกว่าโดยมีความเชื่อว่า ด้วยพลังอำนาจ ของสีแดงสามารถ ป้องกันภัย จากสิ่งชั่วร้ายได้

สีเหลือง
เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุดิน ซึ่งหมายถึง ความเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทั้งในแง่ของ อารมณ์ความรู้สึก และชีวิตความเป็นอยู่ ความเจริญรุ่งเรือง เป็นเครื่องหมายของ จักรพรรดิ ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งฟ้า เป็นอำนาจที่ควบคุม แผ่นดินซึ่งจะสังเกต ได้ว่ากษัตริย์จีน จะแต่งองค์ด้วยชุดสีเหลือง และมีสีทองเป็นส่วนประกอบ
ในทางจิตวิทยา สีบอกถึงความบริบูรณ์ กระปรี้กระเปล่า พลังแห่งความหวัง ความสดชื่น รื่นเริงบันเทิงใจ
และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ ความหมายในเชิงของ ฮวงจุ้ย ก็พอจะทำให้เห็นว่าความสดชื่นรื่นเริง ความหวัง
เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เมื่อประชาชนรักในกษัตริย์ของตนเอง จึงต้องการให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับบุคคล ที่ตนรักเช่นกัน ต่างกันตรงที่สีเหลือง ในทางฮวงจุ้ย เป็นสิ่งที่สูงส่งห้ามใช้ในบางกรณี เพราะต้องสงวน ให้กษัตริย์เท่านั้น

สีเขียว
เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุไม้ ซึ่งมีความหมายเกี่ยวะเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เจริญงอกงาม นำความรุ่งเรืองสดใส มาสู่กระแสชี่ที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบ
ในทางจิตวิทยา สีเขียวเป็นสีของธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์เมื่อมองดูจะให้ความรู้สึกสดชื่นของธรรมชาติ ดูเหมือนว่าสีเขียวจะแทน ธรรมชาติที่ดีๆโดยรวม สีเขียวช่วยบำบัดความเคร่งเครียดได้ไม่ว่าจะเป็นการประดับ ตกแต่งสถานที่ด้วยต้นไม้ก็จะส่งผลไม่ต่างกัน

สีม่วง
และสีที่อยู่ในโทนม่วงทั้งหมดนั้นมีความเป็นมงคลใกล้เคียงกับสีแดงอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อ ของแต่ละชุมชน ซึ่งเชื่อว่าสีม่วง ดูทรงพลัง และ หนักแน่นมากกว่าสีแดง ถึงกระนั้นสีม่วงก็ยังไม่สูงส่งเท่ากับสีเหลือง หรือสีทองเพราะชนชั้นที่นำ เอาสีม่วงไปใช้นั้นเพียงผู้มีอำนาจเท่านั้น จุดประสงค์ที่นำเอาสีม่วงมาใช้ เพื่อเสริม ให้เกิดความมั่งคั่งบริบูรณ์ เพิ่มอำนาจวาสนามากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ในทางจิตวิทยา สีม่วงหมายถึงความหดหู่ เศร้าโศก ส่วนสีม่วงที่มีความเข้มลดลงมาบ่งบอกถึงความลึกลับ อำนาจแห่งเสน่ห์ ซึ่งแตกต่างกับ ทางฮวงจุ้ย ถึงแม้ว่า ฮวงจุ้ยจะยกย่องสีม่วงเป็นสีแห่งมงคล โชคลาภและอำนาจ ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจโดยรวม ไม่ใช่อำนาจที่เกิดจากเสน่ห์ เหมือนกับจิตวิทยาสี อาจเป็นไปได้ว่า จิตวิทยาสีเป็น การกำหนดและวิเคราะห์โดยชาวตะวันตก ดังนั้นจึงเป็นความเห็นความรู้สึกของชน กลุ่มหนึ่งที่รู้สึกต่อสีม่วง แต่ กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ชนทั้งสองซีกโลกรู้สึกได้เหมือนกันก็คือ พลังอำนาจจากสีม่วงแม้ว่าที่มาของอำนาจจะแตกต่างกัน ก็ตามที

สีดำ
เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุน้ำ ทำให้มีคุณสมบัติลึกลับไม่แน่นอนแต่สามารถอยู่หลอมรวมกับทุกสิ่งได้มีทั้งพลังอำนาจ และความอ่อนไหว ไปพร้อมๆกัน ให้ทั้ง คุณประโยชน์มากมาย และยังสามารถนำมาซึ่งภัยพิบัติที่ยากจะประเมินค่าได้ ดังนั้น สีดำจึงหมายถึงความคลุมเครือไม่แน่นอนเช่นเดียวกับกระแสน้ำ หมายถึงความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง
ในทางจิตวิทยา สีดำเป็นสีที่เร้นลับ เคร่งขรึม โศกเศร้า ในกรณีของความลึกลับซับซ้อนนั้นไม่ใช่สิ่งที่เหนือความ คาดหมายของผู้คนนัก และเหตุที่ความลึกของ สายน้ำเป็นสิ่งที่ลึกล้ำเกินหยั่ง ดังนั้น ฮวงจุ้ย จึงได้นำเอาสีดำมา เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุน้ำ ถึงแม้ว่าสีดำจะให้ความรู้สึกลึกล้ำยาก เกินหยั่ง แต่อีกแง่หนึ่งก็ให้ความ รู้สึกสงบนิ่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสายน้ำนั่นเอง

สีเทา
สีเทาเป็นส่วนผสมระหว่างสีดำและสีขาว ซึ่งทำให้มันไม่สามารถหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ด้วยเหตุนี้ จึงแทนความหมาย ความไม่ชัดเจน และเหตุที่มันมีสีเดียวกับเมฆฝน จึงทำให้สีเทา มีความหมายไป ทางหม่นหมองหดหู่ สิ้นหวังดังคำกล่าว ที่ว่า เมฆฝนเปรียบได้กับ ช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วย อุปสรรคและปัญหา ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่เมฆฝน ลอยผ่านพ้นไปจากชีวิต แต่ว่ายังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า สีเทายังมีแง่ดีอยู่บ้าง นั่นคือความสงบและความสมดุลย์ ด้วยว่า มันเป็นส่วนผสมของ ขาวและดำที่เท่ากัน
ในทางจิตวิทยา หมายถึงความสงบนิ่งและเดียวดาย จะตรงกันกับ ฮวงจุ้ย ก็คือความสงบ อาจจะเพราะสีเทามี ความเป็นกลาง การเพ่งมองสีอ่อนนานๆ ทำให้จิตใจสงบ

สีน้ำตาล
เป็นสีแทนความอบอุ่นมั่นคงไปด้วยหลักทรัพย์ เป็นสีเดียวกับต้นไม้ขนาดใหญ่ บ่งบอกถึง อดีตอันยาวนาน และ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ดังนั้น มันจึงกลายเป็น สัญลักษณ์ของผู้สูงอายุตามไปด้วย ความสุขุมเยือกเย็น ยังเป็น เอกลักษณ์ ของสีน้ำตาลด้วยเช่นกัน
ในทางจิตวิทยา สีน้ำตาลทำให้รู้สึกแห้งแล้ง ความเห็นพ้องระหว่าง ฮวงจุ้ย กับจิตวิทยา คือ ความอบอุ่น หากนำสีที่เพิ่ม ความสดใส ในสัดส่วนที่เหมาะสม ก็จะได้ความ อบอุ่นมั่นคงสามารถลดความแห้งแล้งได้

สีส้ม
สีส้มเป็นสีที่เดียวกับสีน้ำผึ้ง เพราะได้รวมเอาสีแดงคือความรุ่งโรจน์ พลังอำนาจและความเป็นมงคลและความมั่งคั่ง ความหวังรุ่งเรืองของสีเหลือง
ในทางจิตวิทยา
หมายถึงการฟื้นตัวและพลังชีวิตเพราะว่าสีส้มรวมเอาสีแดงและเหลืองไว้ด้วยกันให้ความรู้สึกในแง่ดี
สีชมพู
คือความสดใสบริสุทธิ์ของวัยสาว ความรักอันบริสุทธ์ ความเบิดบาน ความคิดและจิตวิญญาณที่ปราศจากจริตมายา
ในทางจิตวิทยา สีชมพูบอกถึงความละมุนละไมความอ่อนเยาว์สดใส ซึ่งพิจารณาดูแล้วสอดคล้องกับสิ่งที่ ฮวงจุ้ย ได้บอกไว้เช่นกัน ด้วยคุณลักษณะของสีชมพูคงไม่มีใคร ปฎิเสธถึงความอ่อนหวานน่ารัก แม่ส่วนมากมักเลือก เสื้อผ้า เครื่องใช้ รวมถึงตกแต่งห้องด้วย สีชมพูเตรียม ไว้ให้ลูกสาว เพราะนอกจาก จะเป็น สีแห่งความอ่อนหวาน แล้ว การเลือกสีชมพูสำหรับเด็กผู้หญิงนั้น เสมือนการอวยพรให้เด็กเป็นคนที่อ่อนหวาน งดงามน่ารักบริสุทธิ์

สีชมพูโอรส
เนื่องจากเป็นสีที่มีส่วนประกอบหลากหลาย ได้แก่ สีชมพู และสีส้มเล็กน้อย หากเป็นสีชมพูล้วนๆก็หมายถึงความบริสุทธิ์น่ารัก แต่เมื่อสีโอโรสมีสีส้ม เจือด้วยจึงทำให้ความรักอันบริสุทธิ์เปลี่ยนเป็นรักที่ทรงพลัง อำนาจแห่งความปรารถนา แรงดึงดูดแห่งรัก อำนาจแห่งเสน่ห์ มันจึงไม่เป็นมงคลนัก หากจะนำสีดังกล่าวมาตกแต่ง ห้องนอนของคู่บ่าวสาว เชื่อกันว่า จะส่งผลให้เกิดรักสามเส้า ใครบางคนอาจตกหลุมรัก หรือติดบ่วงเสน่ห์ ผู้ที่ไม่ใช่คู่ครอง ของตนสำหรับวัยหนุ่มสาว ที่ยังไม่มีครอบครัว สีโอโรสหมายถึงความ มีเสน่ห์ และมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีมิตรสหายมาก สีโอรสในที่นี้หมายถึง สีของดอก ท้อนั่นเอง
ในทางจิตวิทยา วิเคราะห์ได้ว่าได้รวมเอาคุณลักษณะทั้ง3 สีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนหวานของสีชมพู ความสดใส ความปรารถนา ของสีเหลือง และความร้อนแรง มีพลังของสีแดง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ ฮวงจุ้ย จะตีความไว้เช่นนั้น

สีฟ้า
ชาวจีนมักจะมองสีฟ้าว่าเป็นสีแห่งการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตเฉกเช่นเดียวกับสีเขียว มีไม่น้อยที่คิดว่าสีฟ้าเป็น สีแห่งฤดูใบไม้ผลิ การสวมชุดสีฟ้า ในช่วงเวลา ดังกล่าวจึงเป็นเสมือน การต้อนรับฤดูกาลใหม่ ทว่ายังมีบางกลุ่มที่ไม่นิยม สีฟ้าเนื่องเพราะคิดว่าสีฟ้าเป็นสีแห่ง ความโศกเศร้า
ในทางจิตวิทยา มองว่าสีฟ้าเป็นสีแห่งความสดชื่น ปลอดโปรงโล่งสบายและสดใส จึงพ้องกับความคิดที่ว่า สีฟ้าเป็นสีแห่ง ฤดูใบไม้ผลิ และการที่บางคน มองว่า สีฟ้าเป็นสีแห่งความโศกเศร้านั้น น่าจะเป็นเพราะ เป็นสีอยู่ในโทนอ่อน มีความเข้ม ของสีน้อยขาดความโดดเด่น ไม่มีผลในการกระตุ้นให้เกิด ความกระตือรือร้น เช่นเดียวกับสีเข้มๆ บางสี เช่นสีแดงนั่นเอง

สีเขียวอมฟ้า
สีเขียวเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุไม้ ดังนั้น มันจึงหมายถึงความเจริญเติบโตหรือการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า สีแทน ความหม่นหมอง แต่เมื่อมันมาอยู่ รวมกันก็จะเกิดความหมายใหม่ที่ดีๆ เพราะสีเขียวอมฟ้านั้น ไปพ้องกับสีของใบไผ่ เป็นไม้มงคลของชาวจีน ชาวจีนมีความเชื่อว่าสีเขียวอมฟ้าเป็นสีแห่งความ อ่อนเยาว์
ในทางจิตวิทยา ได้รวมเอาคุณลักษณะของหลายสีเข้าด้วยกัน ได้แก่ สีเหลือง สีน้ำเงิน สีขาว แม้สีฟ้าจะถูกมองว่าหม่น หมอง แต่เมื่อได้ความสดใส จากสีเหลือง เข้ามาช่วยแล้ว ก็ทำให้สีเขียวอมฟ้า ช่วยกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกให้สดชื่นได้

“ประตู” ถือเป็นหัวใจสำคัญในหลักฮวงจุ้ยเพราะเป็นที่เปิดรับกระแสพลัง ประตูที่ดีจะได้รับกระแสพลังที่ดี ส่วนประตูที่ไม่ดีย่อมรับกระแสพลังที่ไม่ดี ในทางธุรกิจ ประตู เป็นประการด่านแรกที่บ่งบอกถึงความสำเร็จได้ ถ้าลองสังเกตุกันให้ดี ประตูจะมีหลักการในการติดตั้งและตกแต่ง เพื่อสร้างความสำเร็จแก่เจ้าของบ้าน หรือ สถานที่นั้นๆ

สิ่งแรกคือตำแหน่งของประตู เราอาจจะเคยได้ยินคำว่าประตูเสือ ประตูมังกร หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าหลักการง่ายๆ ให้สังเกตดังนี้ มองตรงไปถ้าซ้ายมือ คือ ประตูเสือ ขวามือ คือ ประตูมังกร ถ้าในฮวงจุ้ยมักบอกว่าประตูมังกรดีว่าประตูเสือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประตูทั้งสองมีค่าเท่ากันอยู่ที่จะเลือกใช้งาน ประตูมังกร หมายถึง ประตูที่ต้องการการเคลื่อนไหว เหมาะสำหรับร้านค้าประเภท ต้องการให้ลูกค้าเข้าออกตลอดเวลา เช่น ร้านโชว์ห่วย ร้านขายอาหาร ร้านหนังสือ ธนาคาร ร้านขายยา ยิ่งต้องการความคึกคักยิ่งต้องเปิดประตูมังกร

ประตูเสือ หมายถึงความนิ่งเฉย เหมาะสำหรับร้านค้าหรือธุรกิจประเภทที่ต้องการให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานๆ เช่น ร้านนวด ธุรกิจขายประกัน ร้านขายอัญมณี โชว์รูมขายบ้าน โชว์รูมขายรถ ถ้าอยากให้ลูกค้านั่งนานๆ ควรจะเปิดประตูเสือต้อนรับไว้ สาเหตุของการใช้ประตูเสือและมังกร มีการอธิบายทางจิตวิทยาว่า ประตูที่อยู่ทางขวา เป็นประตูที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด เพราะมนุษย์ถนัดมือข้างขวามากกว่ามือทางซ้าย ส่วนประตูทางด้านซ้าย แม้ว่ามนุษย์จะไม่ถนัดซ้าย แต่มนุษย์จะคุ้นเคยกับการเดินทางชิดซ้าย ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าหรือทางถนน ทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่า สามารถอยู่ในสถานที่นั้นๆ ได้นานกว่า

ส่วนประตูที่อยู่ตรงกลาง เรียกว่า ประตูเอก เป็นประตูออกแบบให้ใช้งานกับพื้นที่ค่อนข้างลำบาก เพราะเมื่อวางประตูอยู่ตรงกลางจะทำให้จัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ยาก สถานที่นั้นต้องเป็นที่ๆ ไม่ใหญ่เกินไป และ ไม่เล็กเกินไป เช่น คอนวิเนียนสโตร์ขนาดกลาง แต่ถ้าเป็นคอนวิเนียนที่มีขนาดใหญ่ จะนิยมมี 2 ประตู เพราะผู้ออกแบบคำนึงถึงการเข้าออกอย่างสะดวกสบาย และใกล้ที่จอดรถของลูกค้าเป็นหลัก ส่วนขนาดของประตู ถ้าประตูเปรียบเสมือน ปาก ปากที่ดีควรมีขนาดที่พอดีกับสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใหญ่จนเกินไป หรือเล็กจนเกินไป ประตูที่ใหญ่ไม่สามารถกักเก็บพลังชี่ได้ต้องเข้าใจอย่างแรกว่า ปัจจุบันอะไรๆ ก็ทันสมัยมากขึ้น ร้านค้าส่วนใหญ่ล้วนมีแอร์กันทังนั้น

ตามหลักการออกแบบประตู ประตูที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอาคาร เป็นประตูที่ไม่สามารถกักเก็บอากาศได้ ทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟ อีกทั้งฝุ่นควันที่เข้ามาง่าย ทำให้สินค้าภายในร้านไม่สะอาดสะอ้าน ต้องทำความสะอาดบ่อย

ส่วนประตูที่เล็กเกินไป ไม่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้าน เพราะนอกจากจะไม่เห็นเด่นชัด แลัวยังไม่น่าเข้าอีก ส่วนเรื่องของการเปิดปิดประตู ก็มีการถกเถียงกันมาก ว่าควรเปิดประตูโดยการผลักหรือการดึง แต่ถ้าอธิบายในเชิงจิตวิทยาแล้ว ประตูที่ดีที่สุดต้องเป็นประตูผลักเข้า เพราะถูกต้องตามสรีระวิทยา มนุษย์ต้องเดินไปข้างหน้า การที่ทำประตูให้ผลักเข้าเพื่อตอบรับโจทย์ข้อนี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเองตั้งแต่เปิดประตูเข้ามา

เราจะมารู้กันถึงเรื่องเคล็ดลับที่ทำอย่างไรให้เรามีความสุขและความร่ำรวย ทำอย่างไรให้เราอยู่อย่างมีความสุขในการครองเรือน ทำอย่างไรให้เรามีทรัพย์สมบัติ หรือกิจการงานที่เจริญรุ่งเรืองได้ การกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน หรือมีอยู่ 2 ฝ่าย คือ

ฝ่ายหนึ่งทำให้เรามีความสุขที่ละเอียด ยั่งยืนและถาวร สามารถทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารหรือหลุดพ้นจากการเกิด เมื่อเราไม่เกิด เราจึงไม่มีภพภูมิที่จะอยู่ เพราะภพภูมิหรือการเกิดทำให้เราเป็นทุกข์ ธรรมชาติฝ่ายนี้สามารถทำให้เราหลุดพ้นเข้าสู่นิพพานภูมิได้ ธรรมชาติฝ่ายนี้ก็คือธรรมะนั่นเอง ธรรมชาติฝ่ายนี้สามารถทำให้เรามีความสุขที่แท้จริง และยั่งยืนปราศจากความทุกข์ ปราศจากกิเลสแต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ต้องการความสุขแบบนี้ ต้องมีการเสียสละคือการไม่มีกิเลสอยู่ในใจ ค่อยๆกำจัดกิเลสนั้นออกไปเสีย อันนี้ต้องละทุกอย่าง ละการครองเรือน ละจากการทำมาหากินที่ต้องเลี้ยงชีพตัวเอง และครอบครัวเพื่อจะเข้ามาศึกษาอยู่กับธรรมชาติฝ่ายนี้ให้กลมกลืน เพราะฉะนั้นธรรมชาติฝ่ายนี้ ก็ลำบากหรือยากสักนิดหนึ่ง ที่เราจะสละในสิ่งที่กิเลสมันบีบคั้น
ยังมีธรรมชาติอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ทำให้เรามีความสุขและความร่ำรวยมีสุขภาพที่ดีได้ และมีสุขภาพที่ไม่ดีได้ แต่ธรรมชาติฝ่ายนี้เป็นความสุขที่ไม่แท้จริง เป็นความสุขที่เกิดจากกิเลส เหมาะสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังต้องการความสุขในเรื่องของกามคุณ รูปรสกลิ่นเสียง ก็เลยต้องอยู่กับธรรมชาติฝ่ายนี้ให้กลมกลืน ธรรมชาติฝ่ายนี้เป็นหลักของการหยุดนิ่งและเคลื่อนไหว หยุดนิ่งก็คือดิน หิน ต้นไม้ ส่วนเคลื่อนไหวก็มีน้ำ และลม เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่กับธรรมชาติฝ่ายนี้ให้สมดุลเหมาะสม และกลมกลืนให้ได้ สถานที่ใด ที่เราอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงงานหรือร้านค้า เราต้องหาจุดที่หยุดนิ่งให้ได้ หาจุดที่เคลื่อนไหวให้ได้ จุดไหนที่เคลื่อนไหวก็ให้เคลื่อนไหว จุดไหนที่หยุดนิ่งก็ให้มันหยุดนิ่ง ตัวอย่างเช่น จุดไหนเคลื่อนไหว ให้เอาตู้ปลา พัดลม ทีวี ไปตั้งวางไว้ จุดไหนที่หยุดนิ่งก็ให้เอาโต๊ะ โซฟาหรือสิ่งที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปตั้งเสีย อันนี้เป็นการแก้ไขให้ในบ้าน โรงงานหรือร้านค้าของเรา ทำให้มันสมดุลและกลมกลืนได้ การที่จะดูว่าจุดไหนหยุดนิ่งจุดไหนเคลื่อนไหวนั้น ก็จะมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้เราไปยืนอยู่กลางบ้าน ร้านค้า หรือโรงงานก็แล้วแต่ แล้วหันหน้าออกหน้าบ้าน ด้านขวามือของเราจะเป็นจุดที่หยุดนิ่งทั้งหมด ส่วนด้านซ้ายมือเป็นจุดที่เคลื่อนไหว เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราจะสร้างบ้านควรติดตั้งระบบไฟ และเดินสายไฟ โดยใช้หลักการเดียวกับการหยุดนิ่งและเคลื่อนไหวดังกล่าว คือทางด้านขวามือของเราควรติดตั้งระบบไฟและเดินสายไฟ ส่วนด้านซ้ายมือของเราควรติดตั้งมิเตอร์น้ำและเดินระบบท่อประปา ก็จะสามารถทำให้เกิดการสมดุลและกลมกลืนได้

ต่อมาเรื่องทิศทางก็เป็นหลักสำคัญ ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวเหมือนกัน ทิศโดยปกติแล้วจะมีอยู่ 8 ทิศด้วยกัน
แต่สำหรับทิศที่ดีของแต่ละคนจะมีอยู่เพียง 4 ทิศเท่านั้น และจะมีทิศที่ไม่ดีหรือทิศพิฆาตอยู่ 4 ทิศอยู่เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นเราต้องค้นหาตัวเองให้ได้ ว่าทิศไหนเป็นทิศที่ดีกับเรา ทิศไหนเป็นทิศที่พิฆาต หรือไม่ดีกับเรา เมื่อค้นหาทิศที่ดีได้แล้วเราพึงหันหน้าไปทางทิศที่ดีนั้น อย่างเช่น เปิดร้านค้าร้านนั้นต้องหันหน้าไปทิศที่ดีและเหมาะสมกับเรา โต๊ะทำงานหันหน้าไปทางทิศที่ดี และทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญเกี่ยวข้องกับเราให้หันไปทิศที่ดีและเหมาะสมกับเรา แต่ทว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปซื้อบ้านหรือเปิดร้าน ในทิศที่ไม่ดีไม่เหมาะสมกัน จะให้เราขยับบ้านหรือร้านค้า ย้ายบ้านหรือร้านค้านั้น มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีวิธีแก้เคล็ดอยู่ คือ
เราต้องไปแก้ด้วยเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราบูชาอยู่ เช่น พระประธานให้หันไปทิศที่ดีและเหมาะสมกับเราเสีย เพราะพระประธานหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ สามารถขยับได้เพราะมีขนาดไม่ใหญ่และหนักมากนัก หรือว่าบ้านใดไม่เอาพระประธานหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ให้เอาเตาแก๊สแทนก็ได้ ให้เอาเตาแก๊สหันไปทิศที่ดีและเหมาะสมกับเราเสีย เพราะเตาแก๊สก็เป็นสิ่งสำคัญ เตาแก๊สนี้สามารถดลบันดาลให้เรามีความสุขและความทุกข์ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าเตาแก๊สจะมีเทพเจ้าปกปักรักษาเตาแก๊สอยู่
เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นหลักการส่วนหนึ่งที่เรานำมาแก้ซึ่งเป็นหลักของธรรมชาติหรือที่เรียกว่า ฮวงจุ้ย ที่นำมาแก้กับเราได้และเตาแก๊สสามารถที่จะทำให้คนในบ้านมีสุขภาพดีได้ หรือสุขภาพไม่ดีได้ สามารถที่ทำให้ทุกๆ สามปีมีคนตายในบ้านหนึ่งคน สามปีคนๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องระมัดระวังเรื่องเตาแก๊สด้วย เตาแก๊สควรจะตั้งวางในทิศทางที่ดีเหมาะสมกับเราและไม่ควรตั้งวางตรงข้ามกับเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ห้องน้ำ อันนี้ไม่เหมาะไม่ควร ถ้าหากเราเกิดตั้งวางเตาแก๊สตรงข้ามกับเครื่องซักผ้า ตู้เย็น หรือห้องน้ำจะทำให้เราสุขภาพไม่ดีเกิดความเจ็บไข้กับคนในบ้านได้ อันนี้เราควรจะหลีกเลี่ยง

เพราะฉะนั้นถ้าท่านเห็นว่าการอยู่ครองเรือนเพื่อที่จะมีความสุขความร่ำรวยขึ้นมา ท่านต้องสนใจธรรมชาติฝ่ายนี้ ถ้าเราอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนแล้ว เราก็จะพบกับความสุขได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือนอกเหนือจากหาทิศทาง หาที่ที่เหมาะสมกับเราดีแล้ว เรื่องที่สำคัญหากว่าเราจะสร้างบ้าน เราควรจะหาจุดที่จะลงเสาเอกเสาโทให้ได้ เรื่องลงเสาเอกเสาโทนี้จะทำให้เราร่ำรวยและมั่นคงได้ ตามหลักธรรมชาติหรือหลักฮวงจุ้ยแล้ว เราต้องอยู่กับธรรมชาติด้วยและต้องอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สมดุลและกลมกลืนกันด้วย
เพราะฉะนั้นการจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อธรรมชาติสมดุลแล้วต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่อย่างเหมาะสมกับเราด้วย ฉะนั้น การหาเสาเอกเสาโทเป็นการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยู่อย่างสมดุลกับเรา และช่วยดลบันดาลให้เราพบกับ ความร่ำรวยหรือความสำเร็จได้ ยังไงถ้าต้องการความสำเร็จ ความร่ำรวยตลอดถึงความรักความเข้าใจกันในการอยู่อาศัยหรือทำธุรกิจการค้า นอกจากต้องค้นหาสถานที่ปลูกบ้านแล้วเรื่องเสาเอกเสาโทเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากท่านหาเสาเอกเสาโทได้เหมาะสมแล้วเท่ากับว่าท่านชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เพราะฉะนั้นการหาเสาเอกเสาโทต้องศึกษาหรือถามหาผู้รู้ แต่ทว่าไม่มีผู้รู้และเราไม่มีเวลาไปศึกษา อันนี้เราก็จะบอกเคล็ดลับให้ไว้สักเล็กน้อย
ก่อนอื่นการที่จะสร้างบ้านหรือหาเสาเอกเสาโทนั้น เราต้องดูสถานที่ก่อน ว่าที่ดินตรงนี้เหมาะสมกับเราหรือไม่ ถ้าเราปรึกษาผู้รู้ ผู้รู้ก็ปรึกษาถามหรือสื่อกับเจ้าที่ได้ ว่าที่ตรงนี้เหมาะสมกับเราหรือไม่ แต่ถ้าเราหาผู้รู้ไม่ได้หรือไม่แน่ใจในผู้รู้นั้นๆ เราพึงพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง จะมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่งก็คือในการดูสถานที่นี้ ว่าที่แห่งนี้เหมาะสมกับเราหรือไม่ เมื่อได้ที่แล้วให้เราไปยืนอยู่กลางที่ดินแปลงนั้นแล้วให้เราขุดหลุมสี่เหลี่ยมกว้างยาวและลึกเท่ากับหนึ่งฟุต แล้วให้ไปตัดใบตองมารองไว้ในหลุม พอรองเสร็จแล้วให้ไปตัดหญ้าคามาหนึ่งกำมือมัดเอาไว้แล้วใส่ลงไปในหลุมบนใบตองนั้น เราต้องทำเวลาประมาณหกโมงเย็นโดยไม่ต้องปิดปากหลุม แล้วเมื่อถึงเวลาตีห้าหรือหกโมงเช้า ของวันใหม่ให้เรามาดูและชิมที่ หรือชิมน้ำค้างที่อยู่บนหญ้าคานั้น เมื่อชิมน้ำค้างที่อยู่บนหญ้าคาดูแล้วผลปรากฏว่ามีรสเค็ม ถือว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะสมกับเราและไม่ควรเอามาสร้างบ้าน แต่ถ้าน้ำค้างนั้นมีรสจืดก็ใช้สร้างบ้านได้แต่ไม่ดีมากนักแต่ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าชิมแล้วมีรสออกหวานแสดงว่าที่ตรงนั้นดีและเป็นที่ ที่เหมาะสมกับเราที่สุด ควรเอาไว้และสามารถสร้างบ้านได้ อันนี้เป็นเคล็ดลับในการที่เราจะดูว่าที่นั้นดีหรือไม่ดีและเหมาะสมกับเราหรือไม่
เมื่อเราชิมที่ได้แล้วเราก็ต้องตีผังก่อน ว่าเราจะหาจุดที่จะลงเสาเอกเสาโทได้อย่างไร อันนี้ก็เช่นเดียวกันต้องไปปรึกษาผู้รู้เพื่อที่ผู้รู้จะได้ถามหรือสื่อกับเจ้าที่หรือพญานาค ให้มานอนขดให้ดูในสถานที่ของเราได้ แต่ถ้าเราไม่มีผู้รู้ที่ให้คำปรึกษาเราก็จำเป็นที่จะต้องหาวิธีที่ทำด้วยตัวเอง ก็จะมีเคล็ดลับและวิธีการดังนี้คือ ให้เราตีผังที่ดินทั้งหมดก่อนเมื่อตีผังแล้วให้เราดูว่าเจ้าของบ้านหรือตัวเราเองว่าเกิดในช่วงเดือนไหน คือให้หาตำแหน่งพญานาคให้ได้ การหาตำแหน่งพญานาค
ก็จะมีตัวอย่างวิธีการหาดังนี้ ถ้าเราเกิดเดือนหนึ่งหรืออ้าย เดือนสองหรือยี่ และเดือนสาม เมื่อเราไปยืนอยู่ตรงกลางที่แล้ว พญานาคจะหันหัวไปทางทิศใต้จะหันหางไปทิศเหนือ ตำแหน่งท้องพญานาคก็จะอยู่ทิศตะวันตก เพราะฉะนั้นให้เราเอา
ท้องพญานาคเป็นที่ลงเสาเอก ก็คือเมื่อเรายืนอยู่ตรงกลางที่ แล้วหันหน้าไปทางหน้าบ้านหรือทางทิศตะวันออก ด้านหลังเราก็จะเป็นทิศตะวันตกให้เราเอาหลุมข้างหลัง ด้านทิศตะวันตกนี่แหละลงเสาเอก แล้วเมื่อเราหันกลับมาแล้วหลุมทางด้านซ้ายมือของเราให้เป็นเสาโท ถ้าเราเกิดเดือนสี่ ห้าและเดือนหก พญานาคจะหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตกหันหางไปทางทิศตะวันออก ส่วนท้องพญานาคจะอยู่ที่ทิศเหนือก็ให้เอาทิศเหนือลงเสาเอก ส่วนคนที่เกิดเดือนเจ็ด แปดและเดือนเก้า พญานาคจะหันหัวไปทางด้านทิศเหนือ หันหางไปทางทิศใต้ ส่วนท้องพญานาคจะอยู่ที่ทิศตะวันออก ก็ให้เอาทิศตะวันออกลงเสาเอก ส่วนคนที่เกิดเดือนสิบ สิบเอ็ดและเดือนสิบสอง พญานาคจะหันหัวไปทางด้านทิศตะวันออก หันหางไปทางทิศตะวันตก ส่วนท้องพญานาคจะอยู่ที่ทิศใต้ ก็ให้เอาทิศใต้ลงเสาเอกเสาโท
เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดหาหลุมเสาเอกเสาโทเรียบร้อยดีแล้ว ให้หาวันทำพิธีที่เหมาะที่ควรเพื่อลงเสาเอกเสาโทโดยมีเคล็ดลับและวิธีการดังต่อไปนี้
วิธีการตั้งเสาเอกและเสาโท
ให้ค้นหาจุดศูนย์กลางของที่ที่จะสร้างบ้านแล้วให้ขุดหลุมเสาเอกทางด้านทิศที่เป็นมงคลแล้วให้หันเข้ากลับมาบ้าน
ให้เอาทางซ้ายของเสาเอกขุดหลุมเสาโท การที่จะค้นหาทิศที่เป็นมงคลนั้นก็คือการหาตำแหน่งพญานาค ตำแหน่งพญานาคกำหนด 3 ตำแหน่ง ได้แก่

เศียรพญานาค ให้ตั้งพระพุทธรูป ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ท้องพญานาค ห้องนอน ห้องทำงาน
หางพญานาค ห้องบริวาร ทิ้งขยะ หรือห้องน้ำ

การกำหนดเสาเอก เสาโทให้ใช้ตำแหน่ง ท้อง พญานาค อันหมายถึงการมีสุขสมบูรณ์ เช่น เจ้าของบ้านเกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2512 ตรงกับวันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 8 ตำแหน่งท้องพญานาคอยู่ทางทิศตะวันออก ให้กำหนดเสาเอกตรงทิศตะวันออกของบ้าน ( การกำหนดทิศให้อยู่จุดกลางบ้าน )
วิธีบูชาเสาเอกและเสาโท
ให้เอาต้นกล้วย ๒ ต้น ความสูงราว ๑ ศอกควรเลือกต้นที่แตกใบอ่อน ๓ – ๔ ใบ ต้นอ้อย ๒ ต้นความสูงพอประมาณ ผ้าสามสี ๒ พับ ผ้าซิ่น ๑ ผืน ผ้าขาวม้า ๑ ผืน ( ของใหม่ทั้งหมด ) พวงมาลัยดอกดาวเรือง ความยาวพอประมาณกับขนาดเสา ๒ พวงให้นำไปประดับที่เสาเอกและเสาโท ( เสาเอกให้ใช้ผ้าขาวม้า เสาโทให้ใช้ผ้าซิ่น )
สิ่งของที่จะบรรจุลงในหลุมเสาเอกและเสาโท
ได้แก่ ไม้มงคล คือใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบทับทิม และใบชัยพฤกษ์ อย่างละ ๑๘ ใบ ลูกแก้ว ๑๘ ลูก ไม้มงคล ๙ ชนิดสำหรับตอกก้นหลุมหรือบริเวณด้านข้างหลุมเสาเอก เงินเหรียญ ๑๐ เหรียญ กุหลาบ ดอกมะลิ ดอกรัก รวมกัน ๑ กระทง ( เฉพาะกลีบ )
สิ่งของสำหรับบวงสรวงและเซ่นสังเวย
ได้แก่ บายศรีปากชาม ๑ คู่ หัวหมูครบเครื่อง ๑ หัว เป็ด ๑ ตัว ไก่ ๑ ตัว ฟักทองแกงบวด ขนมต้มแดง ต้มขาว มะพร้าวอ่อน ๑ ลูก กล้วยน้ำว้าสุก ๑ หวี กล้วยหอม ๑ หวี สับปะรด ๑ ลูก และผลไม้ตามความต้องการ ๔ – ๕ ชนิด ยกเว้นละมุด มังคุด บ๊วย ท้อ ฯลฯ และชื่อไม่เป็นมงคลอื่น ๆ ข้าวตอก ๑ กระทง งาและถั่วคั่วรวมกัน ๑ กระทง งาดิบ ๑ กระทง ถั่วดิบ ๑ กระทง อ้อยควั่น ๑ จานโรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดง น้ำชา ๑ ชุด น้ำเปล่า ๑ ขวด หมากพลู บุหรี่ ๑ พาน นมข้น ๑ ถ้วยแก้ว เนย ๑ ชิ้นใหญ่ สุราขาว ๑ขวด
อุปกรณ์ประกอบที่ใช้ในการยกเสาเอกเสาโท
โต๊ะสำหรับตั้งเครื่องบูชาปูด้วยผ้าขาว ขันน้ำมนต์ แป้งผสมน้ำ ๑ ถ้วย น้ำอบ ๑ ขวด เทียนขาวเล่มใหญ่สำหรับทำน้ำมนต์ ๑ เล่ม เทียนขาวเล่มเล็กสำหรับตั้งเชิงเทียน ๑ คู่ ธูปหอม ๙ ดอก ให้ตั้งโต๊ะเซ่นหน้าหลุมและให้ใกล้ปากหลุม ให้เจ้าของบ้านตกแต่งเสาเอกและเสาโท เสาเอก ให้ใช้ต้นกล้วย ต้นอ้อย ผูกด้วยผ้าสามสี และผ้าขาวม้า ตามด้วยพวงมาลัยดอกดาวเรือง เสาโท ก็เช่นเดียวกันเพียงแต่เปลี่ยนจากผ้าขาวม้า ให้เป็นผ้าซิ่น เมื่อใกล้ถึงเวลาตามฤกษ์ เจ้าของบ้านจะต้องดำเนินการจุดธูปเทียน โดยเฉพาะเทียนนอกจากจะจุดปักลงตรงเชิงทั้งสองที่ตั้งตรงหน้าควรจุดปักลงกับพื้นดินรอบหลุม หลุมละ ๔ เล่ม
หลังจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนสวดมนต์พิธี
ขั้นตอนสวดมนต์พิธี
ได้แก่ สวดบูชาพระรัตนตรัย สวดชุมนุมเทวดา สวดอิติปิโส สวดพาหุง ในระหว่างสวดให้จุดเทียนเล่มใหญ่ที่ขันน้ำมนต์ และดับเทียนก่อนจบคาถา และพิธีจะหยุดชั่วขณะ เพื่อที่จะเอาน้ำมนต์ไปปะพรมรอบๆหลุมทั้งสอง หลังจากนั้นให้เจ้าของบ้านและภรรยา ต้องทำการตอกไม้มงคลทั้ง ๙ ชนิด ตรงปากหลุมเสาเอก เสร็จแล้วจึงหย่อนใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบทับทิม และใบชัยพฤษ์ ลงก้นหลุม หลุมละ ๙ ใบ ลูกแก้วหลุมละ ๙ ลูก เหรียญเงินแบ่งตามความเหมาะสมแต่ละหลุม และตามด้วย กุหลาบ ดอกมะลิ ดอกรัก เสร็จแล้วให้มายิบ เหล้าขาวรินลงกับพื้นเพื่อเซ่นสังเวย และทำพิธียกเสาเอกให้ทำขวัญเสา โดยท่องคาถาว่า ศรี ศรี โอมนะมะริตตะ โอมมีโอม ทุติยัมปิ เมตตา อะระหัง เมตตา เสร็จแล้วให้ทำการยกเสาเอกลงหลุม ตรงนี้สำคัญมาก เจ้าของบ้านต้องจับเสาทางขวา ภรรยาจับทางซ้าย โดยให้ใช้คนจำนวนคู่ ได้แก่ ๔ ๖ ๘ คน ห้ามใช้จำนวนคี่ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งใครจับเสาตรงไหน ต้องจับตรงนั้น ห้ามปล่อยก่อนลงก้นหลุมเด็ดขาด ในขณะยกเสา ให้เจ้าของ นำว่า (ไช ) ให้คนอื่นที่ยกเสาทุกคนว่าต่อ ( โย ) พยายามใช้เสียงดังที่สุด หลังจากนั้นให้ยกเสาโท เสาเอก เสาโท ลงหลุมเรียบร้อยแล้ว ต้องจัดการค้ำยันไม่ให้ล้ม
ควรเตรียมคนเพื่อการนี้ล่วงหน้าไว้ให้พร้อมหลังจากตั้งเสาเอก เสาโทเรียบร้อยต้องเข้าพิธีกรรมตามเดิม โดยทำพิธีถวายเครื่องบวงสรวงเซ่นสังเวย ให้จุดธูปแล้วปักธูปกับเครื่องบวงสรวง ถือว่าเสร็จพิธีกรรมขั้นต้น กระทั่งธูปหมดทุกดอก ผู้ประกอบพิธี ( เจ้าของบ้าน) ทำการสวดอัญเชิญเทวดากลับ บดสวด ให้ว่า นะโม ๓ จบ ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง สัพเพ เทวานุโนทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโสฯ เสร็จแล้วจัดของบวงสรวงส่วนหนึ่ง วางตรงทางสามแพร่ง โคนไม้ใหญ่ หรือบริเวณด้านหน้าสถานที่ตั้งบ้าน สำหรับสัมภเวสีหรือวิญญาณพเนจร จึงถือว่าเสร็จพิธีกรรม ยกเสาเอก เสาโทโดยสมบูรณ์
จิตวิญญาณหรือสิ่งมองไม่เห็นอยากเกินกว่าจะพิสูจน์ บ้านอาคารหลายแห่งต้องทิ้งร้าง เพราะผู้อยู่อาศัยเจ็บป่วย เสียชีวิตหรือเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ นานาโดยไม่มีสาเหตุปราศจากที่มาที่ไป และอยากต่อการแก้ไข กับอีกหลายสิบหลายร้อยครอบครัวและหลายหมื่นองค์กร ร่ำรวยและมั่นคงตลอดกาล
พิธีกรรมยกเสาเอกเสาโทอาจจะไม่ทำให้ร่ำรวย มั่นคง หรือถึงยกเสาเอกก็อาจจะไม่ทำให้คุณหลุดพ้นจากปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนตรงนี้คือ เหตุ เภทภัย หรือความเลวร้ายต่าง ๆ ที่เกินการควบคุมถ้าเกิดขึ้นหลังจากเข้าอยู่อาศัยหรือทำการค้า ถึงเวลานั้นถ้าคิดจะหวนกลับมาทำพิธียกเสาเอกเสาโท คงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด นอกจากต้องทุบบ้านหรืออาคารทั้งหลายและปลูกใหม่
ดังนั้น ขออย่าลืมคำพูดประโยคหนึ่งที่ว่า เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เมื่อเราทำได้อย่างนี้แล้วรับรองว่า การที่เราอยู่ในสถานที่นั้นหรือจะประกอบกิจการงานในสถานที่นั้น ก็จะสมบูรณ์ทำให้เรามีทรัพย์ได้หรือกิจการงานเจริญรุ่งเรืองได้
เคล็ดลับการแก้เรื่องฮวงจุ้ย
ก่อนอื่นเราจะต้องมีอุปกรณ์ เช่น ล่อแกเพื่อดูเรื่ององศาและทิศทาง เพื่อให้ตรงกับทิศที่ดีสมดุลและเหมาะสมกับเรา ตลับเมตร (สำหรับดูเรื่องฮวงจุ้ยโดยเฉพาะ) ใช้วัดความกว้าง ยาว ความสูง ของหิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชา ประตู เตียงนอนศาลเจ้าที่(จูเอี้ย) ศาลพระภูมิ เพื่อให้ตรงกับตัวเลขที่เป็นมงคลกับเรา จะทำให้เราร่ำรวยเจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์ได้ ตัวอย่างเช่น ตรงกับตำแหน่งโชคลาภ คู่สมพงศ์ ยศตำแหน่ง ทุนทรัพย์ ร่ำรวย หาซื้อตลับเมตรได้ที่ร้านสังฆภัณฑ์หรือร้านที่ขายของเรื่องฮวงจุ้ยโดยเฉพาะ ในการวัดถ้าตัวเลขใดไปตรงกับแถบตัวหนังสีแดงถือว่าดี แต่ถ้าไปตรงกับแถบตัวหนังสือสีดำถือว่าไม่ดี นี่เป็นเคล็ดลับเล็กๆน้อยบางส่วน
ต่อไปเป็นเคล็ดลับเล็กๆน้อย เรื่องการปรับแก้เรื่องฮวงจุ้ย ตัวอย่างเช่น

ห้องสองห้องตรงกันประตูห้องตรงกันแบบนี้ไม่ดี จะทำให้เกิดมีปากเสียงหรือเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้แก้ไขโดยใช้ลูกแก้วที่เป็นกระจกห้อยแขวนไว้ที่ประตู
ถ้าบ้านหรือร้านค้าโรงงานอยู่ตรงทางสามแพร่งให้ใช้กระจกนูน กระจกเว้าและสิงห์คาบดาบมาติดไว้
ถ้าประตูบ้านตรงกันตั้งแต่หน้าบ้านยันประตูหลังบ้านอย่างนี้ไม่ดี ให้หาผ้าม่านมากั้นเสียอย่างนี้จะเป็นการแก้ไขได้

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้พึงพิจารณาว่าเราจะศึกษาหรืออยู่กับธรรมชาติฝ่ายไหนดี หรืออยู่กับธรรมชาติทั้งสองฝ่ายอย่างกลมกลืนและควบคู่กันไป ก็สุดแล้วท่านจะพิจารณาเทอญ.

2479 ชวด ช 1 ญ 5 2491 ชวด ช 7 ญ 8 2503 ชวด ช 4 ญ 2 2515 ชวด ช 1 ญ 5 เหนือ 1
2480 ฉลู ช 9 ญ 6 2492 ฉลู ช 6 ญ 9 2504 ฉลู ช 3 ญ 3 2516 ฉลู ช 9 ญ 6 ใต้ 3 + 9
2481 ขาล ช 8 ญ 7 2493 ขาล ช 5 ญ 1 2505 ขาล ช 2 ญ 4 2517 ขาล ช 8 ญ 7 ออก
482 เถาะ ช 7 ญ 8 2494 เถาะ ช 4 ญ 2 2506 เถาะ ช1 ญ 5 2518 เถาะ ช 7 ญ 8 ออกเฉียงใต้ 4
2483 มะโรง ช 6 ญ 9 2495 มะโรง ช 3 ญ 3 2507 มะโรง ช 9 ญ 6 2519 มะโรง ช 6 ญ 9
2484 มะเส็ง ช 5 ญ 1 2496 มะเส็ง ช 2 ญ 4 2508 มะเส็ง ช 8 ญ 7 2520 มะเส็ง ช 5 ญ 1
2485 มะเมีย ช 4 ญ 2 2497 มะเมีย ช 1 ญ 5 2509 มะเมีย ช 7 ญ 8 2521 มะเมีย ช 4 ญ 2
2486 มะแม ช 3 ญ 3 2498 มะแม ช 9 ญ 6 2510 มะแม ช 6 ญ 9 2522 มะแม ช 3 ญ 3 ตก 7
2487 วอก ช 2 ญ 4 2499 วอก ช 8 ญ 7 2511 วอก ช 5 ญ 1 2523 วอก ช 2 ญ 4 ออกเฉียงเหนือ 2+8
2488 ระกา ช 1 ญ 5 2500 ระกา ช 7 ญ 8 2512 ระกา ช 4 ญ 2 2524 ระกา ช 1 ญ 5 ตกเฉียงเหนือ 6
2489 จอ ช 9 ญ 6 2501 จอ ช 6 ญ 9 2513 จอ ช 3 ญ 3 2525 จอ ช 9 ญ 6 ตกเฉียงใต้ 5
2490 กุน ช 8 ญ 7 2502 กุน ช 5 ญ 1 2514 กุน ช 2 ญ 4 2526 กุน ช 8 ญ 7